เจาะลึก!! กะทิอบควันเทียนเริ่มต้นมาอย่างไร?? ดอกไม้อะไรคือส่วนสำคัญ

หากพูดถึงอาหารหวานของไทย รับรองว่าต้องมีชื่อเสียงไม่แพ้ด้านอาหารคาวอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในขนมไทยนั้น ล้วนแต่มีความประณีต บรรจงแฝงอยู่ ไม่เพียงแค่รูปร่างหน้าตาเท่านั้น แต่รสชาติก็รังสรรค์ขึ้นมาอย่างตั้งใจไม่แพ้กัน และหนึ่งในกรรมวิธีการทำขนมของไทย ที่โด่งดังไกลไปทั่วโลกนั่นก็คือ “การอบร่ำควันเทียน”  กรรมวิธีนี้มักทำขึ้นกับขนมที่มีส่วนประกอบของน้ำกะทิ นั่นก็คือการนำดอกไม้หรือวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ต้องการ มากวนเข้ากับขี้ผึ้งจนส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาหุ้มกับไส้เทียนที่เตรียมไว้ จากนั้นจึงนำไปจุดใส่ภาชนะที่มีฝาปิดจุดเทียน แล้วนำสิ่งที่ต้องการอบใส่เข้าไป ทิ้งไว้ 1 วัน กลิ่นที่ได้จะซึมเข้าสู่ตัวขนมหรือน้ำกะทิที่ต้องการ

                สมัยก่อนกะทิอบควันเทียนจะใช้เป็นสูตรที่ทำกันเฉพาะในวังเท่านั้น เมื่อเกิดการสืบทอดต่อมาจากสายราชสกุลต่าง ๆ สูตรเหล่านี้จึงส่งต่อมาจนถึงสามัญชน แต่หากมองย้อนกลับไปการทำอาหารโดยใช้กะทิอบควันเทียนคงมีมานานแล้ว โดยสังเกตจากวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนที่ชอบนิยมเครื่องหอมเป็นทุนเดิม ร่วมกับความประณีตใส่ใจ ทำให้สร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูขนมไทยต่าง ๆ

                ในการทำกะทิอบควันเทียนแต่ละครั้ง วัตถุดิบสำคัญที่ใช้มักจะเป็นดอกไม้ที่ให้กลิ่นหอม โดยการทำกะทิอบควันเทียน มักจะนิยมใช้ดอกไม้ 4 ชนิดอบคู่กับควันเทียน เพื่อให้กะทิที่ออกมามีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น ได้แก่

      1. ดอกมะลิ  เนื่องจากกลิ่นของดอกมะลิมีลักษณะหอมนวลเป็นเอกลักษณ์

      2. กระดังงา เมื่อนำมาลนไฟจะได้กลิ่นที่หอมกระจายไปไกล ทำให้กลิ่นติดทนนาน

      3. กุหลาบมอญ มีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อทานเข้าไปจะทำให้รู้สึกตื่นตัว

      4. ดอกชมนาด  มีกลิ่นหอมนุ่มนวลแบบข้าวใหม่ ในบางครั้งนิยมใช้ในการทำข้าวแช่

               กะทิอบควันเทียนถือว่าเป็นกระบวนการทำอาหารที่ค่อนข้างประณีต ต้องการเวลาและความใส่ใจเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่ต้องการทานอาหารที่เข้าถึงต้นตำรับไทย แต่ไม่มีเวลาพิถีพิถันมากนัก Good Life For You ขอแนะนำ กะทิ ชาวเกาะ สูตรอบควันเทียน ที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงรสชาติความอร่อยตำรับไทยได้แบบง่าย ๆ สะดวกสบายมากกว่าที่เคย >>คลิก<<

Related News